เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๓ ก.ย. ๒๕๖o

 

เทศน์เช้า วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๐
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมนี้เป็นอาหารของใจ เราทำบุญกุศลนั้นเป็นอาหารของร่างกาย คนเราเกิดมามีชีวิต สิ่งมีชีวิตต้องมีอาหาร เวลาอาหารของเราอาหารเป็นคำข้าว เวลาอาหารของเทวดาเป็นวิญญาณาหาร อาหารของพรหมเป็นผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร อาหารในวัฏฏะ สิ่งที่เป็นบุญกุศล เราสร้างบุญกุศลของเรา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราต้องทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดี 

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเราเป็นญาติกันโดยธรรม เราเป็นญาติกันโดยธรรมนะ เรามีปากมีท้องเหมือนกัน เวลามีปากมีท้องเหมือนกัน คนร่างกายเหมือนกัน คล้ายคลึงกัน แต่ความรู้สึกของคนแตกต่างกันมหาศาลเลย เวลาแตกต่างกันมหาศาล แตกต่างกันตรงไหน แตกต่างกันด้วยอำนาจวาสนาไง คนทำบุญกุศลมา สร้างแต่คุณงามความดีมา คิดแต่เรื่องดีๆ นะ คนเราขาดตกบกพร่องมาก็ขัดๆ เขินๆ คนทุกข์คนจน คนทุกข์ยาก แล้วบอกนี่เป็นเวรเป็นกรรม 

กรรมคือการกระทำไง ถ้าการกระทำ เราเกิดมาแล้วเราอยากมั่งมีศรีสุข เราอยากสมความปรารถนา แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญกุศลนะ บุญคือพ้นจากความเป็นหนี้ เวลาเป็นหนี้เป็นสินมันทุกข์มันยากนะ เวลาเป็นหนี้เป็นสิน ความสุขของเราความสุขในพระพุทธศาสนา ความสุขในพระพุทธศาสนาคือคนที่พ้นจากความเป็นหนี้ เวลาเป็นหนี้มันวิตกกังวลไปทั้งนั้นน่ะ เวลาพ้นจากความเป็นหนี้มันปลอดโปร่ง มันสบายอกสบายใจ แต่เวลาเราทำหน้าที่การงานของเรา เราต้องปากกัดตีนถีบเพื่อความมั่นคงของชีวิตๆ อันนั้นมันเป็นอำนาจวาสนา เป็นสติปัญญาของคน 

นี่ไง คนเราเกิดมา เราเป็นญาติกันโดยธรรม เสมอภาคกันโดยธรรม เห็นไหม ถ้าความเป็นหนี้เป็นสินเป็นความทุกข์ความยากทั้งนั้นน่ะ ความเป็นหนี้เป็นสิน เราต้องวิตกกังวล มันจะมีความทุกข์ในหัวใจ แต่ถ้ามันพ้นจากความเป็นหนี้ พอพ้นจากความเป็นหนี้แล้วมันสบายใจ พอสบายใจแล้วหน้าที่ของเราต่อไปล่ะ หน้าที่ของเราก็ต้องหาอยู่หากินไง 

ความหาอยู่หากิน นั่นไง ทำไมคนอื่นเขาทำประสบความสำเร็จ ทำไมเรากระเสือกกระสนของเราขนาดนี้ เวลากระเสือกกระสนของเรา กระเสือกกระสนเพราะว่าเราทำมาอย่างนี้ไง เราทำมาอย่างนี้ เรามีสติปัญญาเท่านี้ เรามีเชาวน์ปัญญาเท่านี้ ทำไมเราไม่มีความรอบคอบแบบเขา ทำไมเราไม่มีสติปัญญาเหมือนเขา ทำไมเขาไม่มีสติปัญญาวิเคราะห์วิจัยเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จล่ะ ทำไมเราไม่มีความอดทนเหมือนเขา  ทำไมเราไม่มีขันติธรรมเหมือนเขา เวลาเขามีขันติธรรม เขามีความอดทน เขามีความขยันหมั่นเพียร เขามีการกระทำของเขา เราไม่ได้พูดถึงเลย เรานั่งเฉยๆ แล้วจะให้มันลอยมา

ไอ้คนที่เขาประสบความสำเร็จนะ คนประสบความสำเร็จเขาล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหน คนประสบความสำเร็จเขาพลาดมามากน้อยแค่ไหน ความผิดพลาดของเขามันเป็นคติกับเขา ความผิดพลาดของเขา เขาเอามาเป็นต้นทุนของเขา เพราะความผิดพลาดอย่างนั้นทำให้เขาเข็ดเขาขยาด เขาต้องรอบคอบมากขึ้นไง ไอ้เราไม่มีประสบการณ์สิ่งใดๆ เลย เห็นไหม

ธรรมะเสมอภาค สุขทางโลกคือสุขพ้นจากความเป็นหนี้ พ้นจากความเป็นหนี้เป็นสินมีความสุขของเรา แต่ถ้ามันเป็นหนี้เป็นสิน นี่เป็นหนี้เป็นสินด้วยความกู้ยืมกันมานะ แต่ถ้าเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ หนี้เวรหนี้กรรม เวลาหนี้เวรหนี้กรรม สายบุญสายกรรมๆ สายบุญ อภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อกว่าแม่ เด็กที่ดีกว่าพ่อกว่าแม่ พ่อแม่มีวุฒิภาวะขนาดนี้ เวลาลูกขึ้นมา ลูกมีวุฒิภาวะที่มากกว่า ลูกมีวุฒิภาวะดีกว่า วุฒิภาวะที่ชักจูงพ่อแม่ไปด้วย นี่อภิชาติบุตร แต่บุตรที่เกิดมาลากพ่อแม่เข้าคุกเข้าตาราง ไปประกัน ไปดูแลมันอยู่อย่างนั้นน่ะ นั่นน่ะบุตรที่สายบุญสายกรรม เป็นหนี้เวรหนี้กรรม ถ้าหนี้เวรหนี้กรรม

ถ้าหนี้เวรหนี้กรรม กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน เวลามีหนี้เวรหนี้กรรมต่อกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสอนไง เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไม่จองเวรจองกรรมต่อกันนะ ถ้ามันศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมันสังเวชไง สังเวช การกระทำทำด้วยความพลั้งเผลอก็ได้ ทำด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้ เวลาทำด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ทำด้วยอาฆาตมาดร้าย ทำด้วยการจองเวรจองกรรม ไอ้นั่นแหละกรรมมันให้ผล 

แต่คนเราเวลาทำแล้วทำผิดพลาด เวลาทำแล้วรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เยอะแยะไปหมด แต่การกระทำ กรรมคือการกระทำ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เวลาทำไปแล้วมันต้องให้ผลทั้งนั้น เวลาให้ผลแล้ว สิ่งที่ให้ผล ให้ผลมาไง มันต้องให้ผล ผลของมัน แต่มันจะให้ผลแต่ภพชาติใด เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อจินไตย ๔ กรรมนี้เป็นอจินไตยนะ 

คำว่า “อจินไตย” เพราะอะไร คำว่า “อจินไตย” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย้อนอดีตชาติไปไม่มีต้นไม่มีปลาย เราเกิดเราตายมาไม่มีต้นเหตุปลายเหตุมาจากไหนเลย แล้วมันจะมาสนองตอนไหนล่ะ เวลามันสนองตอนไหน ที่มันสนองรุนแรง เราก็กระทบรุนแรง ถ้าเวลามันสนองเบาบาง เบาบางตรงไหน เขาเรียกกรรม กรรมทำแล้วมันจะให้ผล แต่ให้ผลแล้วเราบรรเทาของเราๆ

เวลาทำบุญกุศลของเรา เจ้ากรรมนายเวร อุทิศส่วนกุศลให้เขา คือขอขมาลาโทษ ขออภัยกันน่ะ คนเราทำผิดพลาดต่อกัน เราขออภัยต่อกันนะ มันเบาบางลง มันเบาบางลง มันต้องเบาบางลง แต่มันต้องมีผล มีผลทั้งนั้นน่ะ มีผล นี่หนี้เวรหนี้กรรม หนี้เวรหนี้กรรม คนที่มีกรรมดี มาวัดมาวา มามาวัดมาวาเพื่อสร้างบุญกุศลของเรา สร้างให้หัวใจเราเข้มแข็งขึ้นมา เข้มแข็งขึ้นมา คนเกิดมามีอายุขัยเหมือนกัน คนเกิดมาจากพ่อจากแม่ แล้วคนเกิดมามีชีวิตหนึ่ง แล้วคนเกิดมาต้องตายไปทั้งสิ้น แต่ตายไป 

เวลาหลวงตาท่านพูดนี่เราซึ้งมาก เวลาเกิดมาแล้วขวนขวายๆ ขวนขวายหาแต่สมบัติสาธารณะ ขวนขวายหาสมบัติโลก แต่สมบัติของตนๆ สติปัญญามันคิดไม่ได้ สติปัญญามันคิดได้ว่าสมบัตินี้เป็นของเราๆ สมบัตินี้เป็นของเรา เราไม่พลัดจากเขา เขาก็ต้องพลัดจากเรา เราเกิดมา เราหาเงินหาทองมา เราต้องใช้จ่ายจุนเจือครอบครัว เราใช้จ่ายมาตลอดเวลา เขาต้องพลัดพรากจากเราไปแน่นอน แต่ถ้าเราพลัดพรากจากเขาไป เราสิ้นอายุขัย เราตายไป เราต้องพลัดพรากจากเขาไปแน่นอน แล้วสิ่งที่จะไปกับเรามันคืออะไร กรรมดีกรรมชั่วเท่านั้นไง

ทีนี้กรรมดีกรรมชั่ว เห็นไหม หนี้เวรหนี้กรรม ถ้าคนมีสติมีปัญญา มาวัดมาวามาฟังเทศน์ฟังธรรมขึ้นมา แล้วมันพยายามจะประพฤติปฏิบัติ ถ้าพยายามประพฤติปฏิบัติ นี่ขัดเกลากิเลสๆ ขัดเกลาให้มันเบาบางลง ธุดงควัตรๆ ที่เราทำกันอยู่นี่เป็นเครื่องขัดเกลากิเลส แต่ไม่ใช่การชำระกิเลส

เวลาชำระกิเลสด้วยมรรคด้วยผล นี่ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ความเป็นทุกข์ ทุกข์นี้เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง เราต้องการแสวงหา เราต้องการเผชิญหน้ากับมัน แต่ทางโลกเขาปฏิเสธๆ เขาต้องการความสุขๆ

ความสุขอันนั้นมันเป็นอารมณ์ อารมณ์ที่ความพอใจ อารมณ์ที่เพลิดเพลิน แต่ทุกข์มันเป็นความจริง ทุกข์มันเป็นความจริง หมายความว่า ชีวิตนี้มันต้องพลัดพรากเป็นที่สุด ชีวิตนี้มันอยู่ไม่ได้ ทุกข์คือความทนอยู่ไม่ได้ ใครทนอยู่ในอารมณ์เดียวได้ ใครทนอยู่ในอิริยาบถเดียวได้ ใครทนอยู่กับความรู้สึกนึกคิดอันเดียวได้...ไม่ได้ทั้งนั้น มันเป็นความจริง นี่ไง แต่ไม่เคยพบเคยเห็นมันไง เราปรารถนาแต่ความสุขไง พอมันเปลี่ยนแปลงไป เออ! สุข 

เวลาครูบาอาจารย์ท่านบอก โลกนี้ไม่มีอะไรเลย ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ และทุกข์ดับไป แต่ของเราต้องการปรารถนาความสุขๆ ความสุขๆ เราก็แสวงหากันอยู่นี่ไง ความสุขของเราให้มันมีบุญกุศล ให้มันผ่อนหนักเป็นเบา ให้มันเจริญงอกงามขึ้นมา ให้เจริญงอกงามขึ้นมานะ แต่ถ้าเวลาเป็นจริงๆ เป็นจริงเพราะอะไร มันพ้นจากวัฏฏะไง

ถ้ามันเป็นเรื่องของโลกนี่เป็นอามิส เวลาเกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม เวลาหมดอายุขัยมันก็ต้องเวียนมา มันหมุนเวียนของมันอยู่อย่างนั้นไง ถ้ามันหมุนเวียน ผลของวัฏฏะๆ ไง ในการเราจะใช้หนี้เวรหนี้กรรม 

ถ้าหนี้เวรหนี้กรรม คนที่มีสติปัญญาเขาถึงมาวัดมาวา เขาถึงมาประพฤติปฏิบัติ มาจำศีล มาจำศีลเพื่อให้จิตเป็นปกติของหัวใจ ให้จิตเป็นปกติมา ถ้าจิตเป็นปกติมาแล้ว ถ้ามันทำสมาธิได้ เราจะเข้าสู่ความเป็นจริงในหัวใจของเรา ถ้าเราเข้าสู่ความเป็นจริงในหัวใจของเรา ถ้าเราภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้น ปัญญาที่มันจะแก้ไขขึ้นมา ถ้าปัญญาแก้ไขขึ้นมา พันธุ์ข้าวทุกชนิด ถ้าเขาจะเอามาเป็นข้าวสาร เขาต้องเข้าโรงสี สำนักปฏิบัติมันเหมือนโรงสี โรงสีถ้าสีข้าวๆ ข้าวชนิดไหนมันก็ต้องมีการสี สีขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อข้าวเปลือก เพื่อแกลบ เพื่อรำ เพื่อต่างๆ แล้วเหลือข้าวสาร ข้าวสารนั้นถ้าจะกินได้ เขาต้องหุงหา หรือข้าวสารนั้นเขาเอาไปทำเป็นแป้ง เป็นสิ่งต่างๆ เป็นอาหาร เขาต้องประกอบเป็นอาหารขึ้นมา การกระทำนี้เป็นวิธีการทั้งนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงวิธีการนี้ทั้งนั้น แล้วถ้าคนที่มีสติปัญญาเขาจะยอมทนไง ยอมทนในธรรมในวินัยนี้ไง ถ้ายอมทนในธรรมวินัยนะ เขาจะสี เขาจะพยายามขัด เขาพยายามทำให้เขา

นี่ไง หนี้เวรหนี้กรรมไง ถ้าหนี้เวรหนี้กรรมถ้ามันเป็นความเป็นจริง มันจะขาวมันจะสะอาด มันจะดีขึ้นไง แต่ได้กินหรือยัง มันยังไม่ได้กินเพราะมันไม่เป็นปัจจัตตัง ไม่เป็นสันทิฏฐิโก ไม่เป็นความจริงนี่ไง

เราเกิดมาเป็นญาติกันโดยธรรมๆ สุขในพระพุทธศาสนา สุขคือพ้นจากความเป็นหนี้ ถ้าพ้นจากความเป็นหนี้มันปลอดโปร่งมันโล่งโถงนะ แต่ไอ้เรื่องปัจจัย ๔ มันเป็นความสามารถของคนอีกเรื่องหนึ่งนะ แต่เรื่องความทุกข์ ความเป็นหนี้เป็นสินต้องหลบหน้า ต้องหลบซ่อนเขา ต้องกลัวเขามาทวงหนี้ ต้องคอยหลบคอยหลีกเขา เพราะเราเป็นหนี้เขา

แต่ถ้าเราไม่เป็นหนี้ เราไปกลัวใคร จะใหญ่โตมาจากไหนมา สิทธิความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีสิทธิเสมอภาคเท่ากัน ใครมันจะใหญ่กว่าใคร คนรวยคนจนมาจากไหน มันก็คนเหมือนคนทั้งนั้นน่ะ ถ้าพ้นจากความเป็นหนี้แล้วไม่เคยตกอยู่ในอำนาจใครเลย ไม่เคยกลัวใครเลย เห็นไหม เราเสมอภาคกันไง

แต่ถ้ากิเลสล่ะ กิเลสมันบีบคั้นหัวใจนะ คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ หัวใจนี้ยิ่งใหญ่นัก หัวใจนี้ยิ่งใหญ่นักถ้ามันพัฒนาของมัน มันแก้ไขของมันได้ ดูสิ เวลาครูบาอาจารย์ของเราเทศน์เทวดา อินทร์ พรหม เทวดา อินทร์ พรหม พวกเราอยากเห็นอยากเจอ เราไม่เชื่อเลย เทวดามีจริงหรือเปล่า นรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่า ไม่เคยมีใครเชื่อ ไม่เชื่อเพราะอะไร เพราะกิเลสมันปิดหูปิดตา เพราะความปิดหูปิดตา อวิชชาถึงให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง

เวลาภาวนาไป พอจิตมันสงบ มันเปิดหูเปิดตาขึ้นมา แค่เป็นสัมมาสมาธิ เวลาผู้ที่เขาได้ฌานสมาบัติเขาเห็นวัฏฏะ เขาเข้าใจของเขา ของเขาๆ แล้วมันแก้อย่างไรล่ะ เห็นแล้วแก้ไม่ได้ คอตกนะ 

สิ่งที่กาฬเทวิลเขาเป็นพราหมณ์ เขาไปนอนบนพรหมเลยนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด โลกธาตุนี้ไหวหมดเลย เขานอนอยู่บนพรหม เอ๊ะ! มันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ เพราะเขาเป็นเพื่อนกับพระเจ้าสุทโธทนะ คำว่า “เป็นเพื่อนกับพระเจ้าสุทโธทนะ” คือว่าเขาเป็นพราหมณ์เหมือนกันใช่ไหม พระเจ้าสุทโธทนะเป็นกษัตริย์ใช่ไหม เขาเป็นเพื่อนกัน เป็นมนุษย์ เขามีอยู่จริงในพุทธประวัติไง 

เวลาเขาขึ้นไปนอนบนพรหมได้ เขาได้ฌานสมาบัติ แต่เขาไปไม่ได้ พอสุดท้ายไปไม่ได้ พอลงมา เพราะพราหมณ์เขาท่องไตรเวท เขาท่องถึงพุทธลักษณะ พอเห็นนะ มาถึงมาขอดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะให้มหาดเล็กเข็นออกมา นี่ลูก ราชกุมาร เห็นแล้ว โอ้โฮ! ดีใจมาก พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว เพราะอะไร เพราะเขาท่องมา เขาท่องพุทธลักษณะมาหมดเลย โอ้โฮ! เปี๊ยะ! พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว โอ้โฮ! ดีใจมาก ดีใจมากเพราะอะไร เพราะเขาใช้ฌานสมาบัติ เขานอนบนพรหมได้ แต่เขาไม่มีปัญญา เขาไม่สามารถแก้กิเลสได้ เขาไม่รู้จักกิเลส เขาไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักสมุทัย ไม่รู้จักมรรคผล ไม่รู้จักนิโรธ ไม่รู้จักมรรค ไม่รู้จักอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ทั้งๆ ที่เขาเข้าฌานสมาบัติได้ ไปนอนบนพรหมก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มีสติปัญญาสามารถจะชำระล้างกิเลสได้ 

หัวเราะแล้วก็ร้องไห้ ร้องไห้เพราะว่าเขารู้ถึงชะตาชีวิตของเขาไง เขาต้องตายก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เขาต้องตายก่อน พอเขาตายไปก่อน เขาก็ไม่ได้ผลนี่ไง นี่เวลาจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จิตนี้ต้องกลั่นออกมาจากอริยสัจ อริยสัจมันคืออะไร ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วทุกข์มันเป็นอย่างไร แล้วสมุทัย สมุทัยคือตัณหาความทะยานอยาก สมุทัยคือความต้องการความปรารถนา คือการขับไส ความต้องการ แล้วเราก็อยู่ตรงนี้ แล้วเราอยู่กับสมุทัย อยู่กับตัณหาความทะยานอยากของเรา แล้วว่าเป็นสุขๆ มันจะเป็นสุขได้อย่างไร ชีวิตนี้มันยังไม่คงที่เลย สรรพสิ่งในโลกนี้ยังไม่มีอะไรคงที่เลย แล้วเราบอกจะมีความสุข ความสุขเกิดจากความไม่จริงจัง ความเหลวไหล มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร

แต่ถ้าเป็นความจริง ถ้าจิตเป็นสัมมาสมาธิ จิตมันสงบเข้ามา มันความตั้งมั่นๆ นี่สิ่งที่มีค่าๆ จะเห็นเลยแหละ สิ่งที่มีค่าคือหัวใจสงบระงับเข้ามา แล้วสงบระงับด้วยอะไร ด้วยการกระทำของเรา แล้วเกิดสติเกิดปัญญาขึ้นมา ภาวนามยปัญญา นี่ไง ข้าวเปลือกที่มันจะเป็นข้าวสารได้มันต้องเข้าโรงสี สำนักปฏิบัติเขาจะขัดเขาจะสี ถ้าเขาจะขัดสี มันเป็นความจริงขึ้นมาไง มันไม่มีข้าวเปลือกพิเศษ กูไม่ต้องสี กูดีกว่ามึง...ไม่มี ข้าวเปลือกนั้นข้าวเปลือกเน่า 

ดูสิ เวลาหลวงปู่ขาว เวลาท่านพิจารณาของท่านน่ะ ท่านพิจารณาข้าวของท่าน ข้าวถ้ามันได้หุงสุกแล้วมันจะไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ข้าวที่มันตกลงสู่พื้นดิน มีน้ำมีอากาศดี มันต้องเกิดอีก แล้วบอกว่าข้าวของกูชนิดพิเศษ ข้าวของกูไม่ต้องสี กินได้เลย

เอ็งกินนะ เอ็งกินข้าวเปลือก กินเข้าไปพร้อมแกลบ กินเข้าไปสิ มันกินไม่ได้ ถ้ากินไม่ได้ ข้อเท็จจริงมันเป็นแบบนี้ เราต้องอยู่กับความจริงสิ ความจริงเป็นความจริง มันต้องขัดต้องสี ต้องมีการกระทำ ต้องดัดแปลงนิสัยของตน ต้องทำลายอวิชชา ทำลายกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ต้องการไอ้ความมักมากอยากใหญ่ อยากเหยียบย่ำคนอื่น ต้องขัดต้องสี มันเป็นไปไม่ได้ที่บอกกูจะเป็นข้าวเปลือกพิเศษ มันไม่มีอยู่หรอก ไม่มีอยู่ในวัฏฏะ ของวิเศษไม่มีอยู่ในวัฏฏะ ของเป็นความจริงต่างหาก สัจจะความจริงต่างหาก อริยสัจต่างหาก สัจจะความจริงอันนี้ 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา บอกว่าคนเรามันเสมอกันโดยธรรม เราเกิดมามีปากมีท้องเหมือนกันนะ พระก็มาจากมนุษย์ พระก็มาจากคน เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เพราะมีสติปัญญาถึงได้เสียสละความเป็นฆราวาส สิทธิความเป็นฆราวาส สิทธิตามกฎหมายนั้น เวลาสละแล้วมาบวชเป็นพระ ศีล ๒๒๗ ภิกษุห้ามดำรงชีวิตแบบคฤหัสถ์ การดำรงชีวิตแบบคฤหัสถ์ไม่ได้  ถ้าเป็นคฤหัสถ์ต้องป็นคฤหัสถ์ ถ้าเป็นพระต้องเป็นพระ 

เวลาเป็นพระขึ้นมาแล้ว นี่ไง เพราะเห็นภัยในวัฏสงสารไง เกิดมากับความเสมอภาคกัน ความเป็นมนุษย์ไง แต่มนุษย์ที่มีโอกาส มนุษย์ที่จะประพฤติปฏิบัติ มนุษย์ที่มีธรรมวินัยที่จะมาขัดสีกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน ไม่ใช่มนุษย์ชนิดพิเศษ เอาสิทธิพิเศษ ข้าวของกูไม่ต้องขัดไม่ต้องสี ข้าวของกูเป็นข้าวทิพย์ มันก็นอกวัฏฏะ นอกเหตุนอกผล ไม่มีอยู่จริง พอไม่มีอยู่จริง มันไม่ต้องเข้ามาถ่วงหนักสังคม ไม่ต้องมาถ่วงหนังวงการพระ อย่าให้พระต้องมาแบกหามให้สิ่งเลวทรามนี้ขึ้นมาครอบงำ 

แต่ถ้ามันเป็นจริงๆ มันต้องเป็นจริงขึ้นมา ต้องขัดต้องสี จะเป็นข้าวสาร จะเป็นข้าวสุก จะเป็นอาหารที่ในบาตร เขาหุงหาใส่บาตรมา เขาทำมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา เขาหุงหาเป็นอาหารมาปากหม้อแล้วตักใส่บาตรพระ พระจะฉันอาหาร สิ่งที่เขาได้อธิษฐานบนศีรษะของเขา เวลาอาหารเขายกขึ้นนบนอบอธิษฐานว่าสิ่งนี้ควรเป็นบุญกุศลของเขา แล้วใส่บาตรพระมา พระที่ได้บิณฑบาตมา สิ่งที่จะขบฉันได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคฤหัสถ์เขา แล้วเขาหวังอะไร เขาหวังให้เป็นข้าวพิเศษใช่ไหม หวังว่าไม่ต้องทำอะไรเลย มีแต่ปาก มีแต่โลกธรรมคอยทิ่มคอยแทงเขา พระอย่างนั้นหรือ 

พระมันต้องเป็นพระจริงๆ สิ พระเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าประเสริฐมันต้องแก้ไขตัวเอง ต้องทำตัวเอง นี่ไง ไม่มีข้าวพิเศษ และก็ไม่มีพระพิเศษด้วย พระก็คือพระ เราเกิดมาเป็นมนุษย์เราเสมอภาคกันโดยธรรม เราเป็นญาติกันโดยธรรม มีปากและท้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกนะ คนที่เกิดมาไม่เคยเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันมาไม่มี เพราะการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้ไม่มีที่สิ้นสุด และมันต้องมีภพชาติหนึ่งที่เราเคยเกิดเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันมา มันถึงเกิดมาร่วมสังคมกัน สภาคกรรมๆ

ฉะนั้น พอทำแล้ว เกิดมาแล้วถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เกิดมาในท่ามกลางพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาด้วยมรรคด้วยผล ด้วยการกระทำของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นรื้อค้นขึ้นมาด้วยข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ไอ้ข้อวัตรปฏิบัตินี้มีคุณค่ามาก คือหนทาง ไม่มีถนนหนทาง ไม่มีสาธารณูปโภค ประชาชนอยู่ไม่ได้ สิ่งที่จะอยู่ได้สะดวกสบายคือสาธารณูปโภคนั้น ข้อวัตรปฏิบัติมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านค้นคว้า ท่านกระทำมาขนาดไหน แล้วท่านวางไว้ให้เป็นแนวทางให้ผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสารประพฤติปฏิบัติ มันจะมาเหยียบย่ำอย่างนั้นได้อย่างไร มันจะมาเหยียบย่ำ มันจะมาเป็นข้าวชนิดพิเศษไม่ต้องผ่านโรงสีได้อย่างไร 

ข้าวที่ดีมันต้องผ่านเครื่องสีเครื่องขัด จะเอาข้าวกล้องก็ได้ จะเอาข้าวสาร ข้าวขาวก็ได้ จะเอาข้าวชนิดใดก็ได้ อยู่ที่เราตั้งค่ามัน อยู่ที่หัวใจที่มันปรารถนา อยู่ที่ความจงใจ อยู่ที่การกระทำ อยู่ที่ความมุมานะ อยู่ที่อำนาจวาสนา นี่ถ้ามีอำนาจวาสนามันจะคิดดี คิดเพื่อสังคม คิดเพื่อสังฆะ ไม่ใช่คิดเลว คิดเลวมันคิดแบบมาร แบบเปรต แบบผี เอวัง